5 สูตรพอกหน้าขาวใสแบบธรรมชาติ ด้วยนมจืด

5 สูตรพอกหน้าขาวใสแบบธรรมชาติ ด้วยนมจืด

สำหรับนมจืดนั้น จากงานวิจัยว่ากันว่ามีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่านมหวาน เพราะอุดมไปทั้งแคลเซียม โปรตีน วิตามินเอ และวิตามินอีที่มากกว่านมหวาน ดังนั้นง่าย ๆ เลยค่ะ สำหรับคำถามที่ว่า นมจืดพอกหน้าได้ไหม ? คำตอบก็คือได้ ! แถมยังดีกว่านมหวานด้วยซะอีก

สำหรับน้ำนมนั้นถือเป็นเคล็ดลับความงามของสาว ๆ ที่นิยมใช้กันมาตั้งแต่สมัยก่อน ซึ่งหลาย ๆ คนมักจะพูดกันว่าอาบน้ำแร่ แช่น้ำนมแล้วทำให้ผิวเนียนนุ่มและดูขาวใสได้อย่างเป็นธรรมชาติ จนปัจจุบันมีการพัฒนานำน้ำนมมาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่าง ๆ รวมถึงนิยมนำมาทำเป็นสูตรพอกหน้าสารพัดสูตรอีกด้วย วันนี้ 24BeautyHerb ได้รวบรวมสูตรพอกหน้าด้วยนมสดมาฝากสาว ๆ กัน ใครที่อยากหน้าขาวใสเนียนนุ่มอย่างเป็นธรรมชาติ ห้ามพลาดเลย…

1. นมจืด กับสำลีแผ่น

นำนมจืดมาเทใส่ถ้วย จากนั้นใช้สำลีแผ่นบาง ๆ มาชุบกับน้ำนมแล้วนำขึ้นมาแปะให้ทั่วใบหน้า เหมือนทำเป็นแผ่นมาสก์หน้า เสร็จแล้วให้พักทิ้งไว้จนสำลีแห้งหมาด ๆ หรือประมาณ 30 นาที แล้วค่อย ๆ แกะออก นำนมสดที่เหลือมานวดหน้าอีกครั้ง แล้วล้างหน้าให้สะอาดด้วยน้ำเย็น สูตรนี้จะช่วยทั้งเรื่องความกระจ่างใส เนียนนุ่ม และช่วยให้รูขุมขนกระชับขึ้นด้วยค่ะ

2. นมจืด น้ำผึ้ง และน้ำมะนาว

นำนมจืดประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ มาผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา และน้ำมะนาวอีกเล็กน้อย คนส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน จากนั้นให้นำมาทาพอกหน้าทิ้งไว้จนแห้งแล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำอุ่น จะรู้สึกว่าผิวหน้าสดชื่นและเนียนนุ่มขึ้นทันตาเห็น

3. นมจืด และมะเขือเทศ

นำมะเขือเทศมาหั่นเป็นแว่นบาง ๆ แช่เย็นไว้สักพัก จากนั้นนำไปจุ่มกับนมจืด แล้วนำมาพอกวางทิ้งไว้ให้ทั่วใบหน้า พักไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออก ทำบ่อย ๆ หน้าจะดูขาวกระจ่างใส จุดด่างดำ และรอยสิวก็จะค่อย ๆ จางลงด้วยค่ะ

4. นมจืด และมะขามเปียก

นำมะขามเปียกมาคั้นเอาแต่น้ำ จากนั้นนำน้ำมะขามเปียกที่ได้มาผสมกับนมจืดในอัตราส่วน 1 : 1 แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ล้างออกให้สะอาด ทำบ่อย ๆ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง หน้าจะดูขาวกระจ่างใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติได้ง่าย ๆ

5. นมจืด และกล้วย

นำกล้วย 1 ผล มาบดให้ละเอียด จากนั้นผสมนมจืดลงไป คนจนได้เนื้อข้น ๆ แล้วนำมาพอกให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น สูตรนี้จะช่วยให้หน้าใส ไร้ริ้วรอย ทำบ่อย ๆ ช่วยให้หน้าเด็กได้เลยนะเนี่ย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก kapook.com

Facebook Comments